วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ซอฟต์แวร์ (Software)



                                  Software                            
ซอฟต์แวร์ คือ การลำดับขั้นตอนของการทำงานของคำสั่งที่จะทำหน้าที่สั่งคอมพิวเตอร์ว่าให้ทำอะไร เป็นชุดของโปรแกรมหลายๆโปรแกรมนำมารวมกันให้สามารถทำงานได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ต้องการ เรามองไม่เห็นหรือสัมผัสไม่ได้ แต่เราสามารถสร้าง จัดเก็บ และนำมาใช้งานหรือเผยแพ่ได้ด้วยสื่อหลายชนิดเช่น แผ่นบันทึก แผนซีดี แฟล็ชไดร์ฟ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
                หน้าที่ของ Software
   ซอฟต์แวร์ทำหน้าทีเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์ เราก็จะไม่สามารถใช้เครื่อ'คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท
   ซอฟต์แวร์แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
2. ซอฟต์แวรืประยุกต์ (Application Software)
3. ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ

   1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
      เป็นซอฟต์แวร์ระบบเป็นโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบ คือ ดำเนินงานพื้นฐานต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผอบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำสำรอง
   2. ซอฟต์แวร์ระบบ (Application Software)
      System Software หรือดปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีคือ Dos , Windows , Unix , Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic , fortran , Pascal , Cobol , C เป็นต้น
นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton's Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
     หน้าที่ของซอฟต์แวร์ระบบ
1. ใช้ในการจัดหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับรู้การกดแป้นต่างๆบนแผงแป้นอักขระ สังรหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้าและส่งออกอื่นๆ เช่น เมาส์ ลำโพงเป็นต้น
2. ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน คือนำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
3.ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การขอดูรายการในสารบบ (Directory) ในแผ่นบันทึก การทำสำเนาแฟ้มข้อมูล
ซอฟต์แวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทั่วไป แบ่งออกเป็น ระบบปฏิบัติการ และ ตัวแปลภาษา
      ประเภทของซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)
2. ตัวแปลภาษา
     1. ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อๆว่า โอเอส  (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รูกจักกันดีเช่น ดอส วินโดวส์ ยูนิกส์ ลี นุกซ์ และแมคอินทอช เป็นต้น
1. ดอส (Disk Operating System : DOS ) เป็นวอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัมนามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คำสั่งเป้นตัวอักษร ดอสเป็นซอฟต์แวร์ที่รูกจักกันดีในหมู่ผู้ใช้ไมดครคอมพิวเตอร์ในอดีต ปัจจุบันระบบปฏิบัติการดอสนั้นมีการใช้งานน้อยมาก
2. วินโดวส์ (Windows) เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาการต่อจากดอส โดยให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานได้จากเมาส์มากขึ้นแทนการใช้แผงแป้นอักขระเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ยังสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างบนจอภาพ การใช้งานเน้นรูปแบบกราฟฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้เพื่อเลือกตำแหน่งที่ปรากฏบนจอภาพ ทำให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่าย ระบบปฏิบัติการวินโดวส์จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
3. ยูนิกซ์ (Unix) เป้นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการยูนิกส์เป็นระบบปฏิบัติการที่เทคโนโลยีแบบเปิด (Open system) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้ใช้ไม่ต้องผูกติดกับระบบใด ระบบหนึ่งหรืออุปกรณรที่มียี่ห้อเดียวกัน ยูนิกส์ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานในลักษณะที่มีผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกัน ทมี่เรียกว่า "ระบบหลายผู้ใช้ ( multiusers)" และสามารถทำงานได้หลายๆงานในวลาเดียวกันในลักษณธที่เรียกว่า ระบบหลายภารกิจ (multitasking) ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงนิยมใช้กับเครื่องที่เชื่องโยงเป็นเครือข่าย เพื่อใช้งานร่วมกันหลายๆเครื่องพร้อมกันได้
4. ลีนุกซ์(Linux) เป็นระบบที่มีการพัฒนามาจากระบบยูกนิกซ์เป็นระบบที่มีการแจกจ่ายโปรแกรมต้นฉบับให้นักพัฒนาช่วยกันพัฒนาคุณสมบัติของระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เป็นที่นิยมกันมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่ทำงานบนระบบลีนุกซ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมในกลุ่มของกูส์นิว (GNU) และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ระบบลีนุกส์เป็นระบบปฏิบัติการประเภทแจกฟรี (free Warre) ผู้ใช้สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช่จ่าย
    ระบบลีนุกซ์ สามารถทำงานได้บนซีพียูหลายตระกูล เช่น อินเทล (PC Intel) ดิจิทอล (Digital Alpha Computer) และซันสปาร์ค (SUN Sparc) ถึงแม้ว่าในขณะนี้ลีนุกซ์ยังไม่สามารถแทนที่ระบบปฏิบัติการ วินโดวส์บนพีซีได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากได้หันมาใช้และช่วยกันพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนลีนุกซ์กันมากขึ้น
      1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS)
5. แมคอินทอช (Macintosh) เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ แมคอินเทอช ส่วนมากนำไปใช้งานในด้านกราฟฟิก ออกแบบและจัดแต่งเอกสาร นิยมใช้สำนักพิมพ์ต่างๆ
     นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการที่กล่าวมาแล้วยังมีระบบปฏิบัติการอีกมากมาย เช่น ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในสถาบันการศึกษา

ชนิดของระบบปฏิบัติการ จำแนกตามการใช้งานสามารถจะแนกออกเป็น ๓ ชนิดด้วยกัน คิอ
    1.ประเภทใช้งานเดียว (Single-tasking) ระบบปฏิบัติการประเภทนี้จะกำหนดให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้ครั้งละหนึ่งงานเท่านั้น ใช้ในเครื่องขนาดเล็กอย่างไมโครคอมพิวเตอร์เช่นระบบปฏิบัติการดอส เป้นต้น
    2. ประเภทใช้หลายงาน (Mu;ti - tasking ) ระบบปฏิบัติการประเภทนี้สามารถควบคุมการทำงานพร้อมกันหลายงานในขระเดียวกัน ผู้ใช้สามารถทำงานกับซอฟต์แวร์ประยุกต์ไดหลายชนิดในเวลาเดียวกัน เช่น ระบบปฏิบัติการ WinDows 98 ขึ้นไป และ UNIX เป็นต้น
    3.ประเภทงานหลายคน (Multi - usetr) ในหน่วยงานบางแห่งอาจใช้คอมพิวเตอรืขนาดใหญ่ทำหน้าที่ประมวลผล ทำให้ในขระใดขณะหนึ่งมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายคน แต่ละคนจะมีสถานีงานของตนเองเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ จึงต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่มีความสามารถสูง เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถทำงานเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows NT และ UNIX เป้นต้น
2. ตัวแปลภาษา
การพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องอาศัยซอฟแวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูงเพื่อแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง
     ภาษาระดับสูงมีหลายภาซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรกแกรมเขียนชุดคำสั่งได้ง่าย เข้าใจได้ เพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์ในภายหลังได้
ภาษาระดับสูงที่พัมนาขึ้นทุกภาษาต้องมีตัวแปลภาษา ซึ่งภาษาระดับสูงได้แก่ ภาษาBasic , Pascal , C และภาษาโลโก เป็นต้น
      นอกจากนี้ ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยุ่ปัจจุบันอีกมาก ได้แก่ Fontran , Cobol , และ          ภาษาอาร์พีจี

ซอฟต์แวร์ประยุกต์


ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ซอฟต์แวร์ระบบ (Application Softwaer)
2.2 ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้งานเฉพาะด้าน เช่น การจัดพิมพ์รายงาน การนำเสนองาน การจัดทำบัญชี การตกแต่งภาพ หรือการออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น
      ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์
แบ่งตามลักษณะการผลิต จำแนกได้ 2 ประเภท คือ
1.  ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้เองโดยเฉพาะ (Proprietary Softwaer)
2. ซอฟต์แวร์ที่หาซื้อได้ทั่วไป (Packaged Softwaer) มีทั้งโปรแกรมเฉพาะ (Customized Package) และโปรแกรมมาตรฐาน (Standard Package)
         แบ่งตามกลุ่มการใช้งาน จำแนกได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. กลุ่มใช้งานทางด้านธุระกิจ (Business)
2. กลุ่มการใช้งานด้านกราฟฟิคและมัลติมิเดีย (Graphic and Multimedia)
3. กลุ่มการใช้งานบนเว้บ (Web and Communications)

กลุ่มใช้งานทางด้านธุระกิจ (Business)
     ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ ถูกนำมาใช้โดยมุ่งหวังให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การจัดพิมพ์รายงานเอกสาร นำเสนองานและการบันทึกนัดหมายต่างๆ ตัวอย่างเช่น : โปรแกรมประมวลคำ เช่น (Microsoftwaer) , Word , Sun StarOffice Writer
    โปรแกรม จารางคำนวณ อาทิ : Microsoft Excel , Sun StarOffice Cals
    โปรแกรมนำเสนองาน อาทิ : Microsoft PowerPoint , Sun StarOffice Impress

กลุ่มการใช้งานด้านการฟิกและมัลติมิเดีย (Graphic and Multimedia)     ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการด้านกราฟิกและมัลติมิเดีย เพื่อให้งานงายขึ้น เช่น ใช้ตกแต่ง วาดรูป ปรับเสียง ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น เช่น
  •   โปรแกรมงานออกแบบ อาทิ Microsoft Visio Professionol
  •   โปรแกรมตกแต่งภาพ อาทิ CorelDRAW,Aobe Photoshop
  •   โปรแกรมตัดต่อวิดิโอและเสียง อาทิ Adobe Premiere.Pinnacle Studio DV
  •   โปรแกรมสร้างสื่อมัลติมิเดีย อาทิ Adobe Authorware,Toolbook Instructor,Adobe Director
  •   โปรแกรมสร้างว็บ อาทิ Adobe Fiash,Adobe Dreamweaver
กลุ่มการใช้งานบนเว็บ (Web ann Communications)
ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพืท่อใช้งานเฉพาะเพิ่มมากขึ้น เช่นโปรแกรมการตรวจเช็คอีเมลการท่องเว็บไซต์ การจัดการดูแลเว็บไซต์การจัดการดูแลเว็บ และการส่งข้อความติดต่อสื่อสาร การประชุมทางไกลผ่านเครือข่ายตัวอย่างเช่น
  •   โปรแกรมจัดการอีเมล อาทิ Microsoft Outlook,Mozzila Thunderbird
  •   โปรแกรมท่องเที่ยวเว็บ อาทิ (Microsoft Internet Explorer,Mozzila Fierfox)
  •   โปรแกรมประชุมทางไกล (Video Conference) อาทิ Microsoft Netmeeting
  •   โปรแกรมส่งข้อความด่วน (Instant Messaging) อาทิ Messenger/Windows Messenger,ICQ
  •   โปรแกรมสนทนาบนอินเทอร์เน็ต อาทิ PIRCH,MIRCH

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์


                     
ความจำป็นของการใช้ซอฟต์แวร์
   ภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงเป็นสิ่งที่ผู้สร้างภาษาสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่เป็นตัวอักษรข้อความ  ภาษาระดับสูงมีอยู่มากบางภาษามีความเหมาะสมกับการใช้สั่งงานการคำนวณทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ บางภาษามีความเหมาะสมไว้ใช้สั่งงานทางด้านจัดการข้อมูล
ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์
   เมื่อเราต้องการใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานเราจะต้องบอกวิธีการขั้นตอนให้คอมพิวเตอร์ทราบ บอกสิ่งที่เราเข้าใจให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และทำงานได้อย่างถูกต้องจำเป็นต้อง
มีสื่อกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันแล้ว เรามีภาษาที่ใช้ติดต่อซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันถ้าเราต้องการจะถ่ายทอดความต้องการให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และปฏิบัติตามจะต้องมีสื่อกลางสำหรับติดต่อเพื่อให้คอมพิวเตอร์รับรู้ เราเรียกสื่อกลางนี้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ในแต่ละยุกต์ประกอบด้วย
   ภาษาเครื่อง (Machine Languages)
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าใช้แทนตัวเลข 0 - 1 ผู้ออกแบบได้ใช้ 0 และ 1 เป็นรหัสแทนคำสั่งการใช้งานคอมพิวเตอร์ รหัสแทนข้อมูลและคำสั่งโดยใช้ระบบเลขฐานสอง คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ราเรียกเลขฐานสองนี้ว่า ภาษาเครื่อง
ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะสามารถใช้ได้ทันทีแต่เราผู้ใช้จะมีข้อยุ่งยากมาก เพราะเข้าใจและจดจำได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นที่เป็นตัวอักษร
ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Languages)
เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่สอง ถัดจากภาษาเครื่อง ภาษาแอสเซมบลีช่วยลดความยุ่งยากลงในการเขียนโปรแกรมเพื่อดติดต่อกับคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตามภาษาแอสเซมบลีก็ยังมีความใกล้เคียงภาษาเครื่องอยู่มาก และจำเป็นต้องใช้ตัวแปลภาษาที่เรียกว่าแอสเซมเบลอร์ (Assembler) เพื่อแปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง
ภาษาระดับสูง (High - Level languages)
   เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่สาม เริ่มมีการใช้ชุดคำสั่งที่เรียกว่า Statements ที่มีลักษณะเป็นประโยคภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเข้าใจชุดคำสั่งเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานง่ายขึ้น เนื่องภาษาระดับสูงใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ ตัวแปลภาษาระดับสูงเพื่อให้เป็นภาษาเครื่องมีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. คอมไพเลอร์ (Compiler)
2. อินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreter)
คอมไพเลอร์ (Compiler) มีหน้าที่แปลโปรแกรมที่เขียนเป็นภาษาระดับสูงทั้งโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องก่อน แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามภาษาเครื่องนั้น
อินเทอร์พรีเตอร์ (Interpreter) มีหน้าที่แปลทีละคำสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั้งนั้นเมื่อทำเสร็จแล้วจึงมาทำการแปลคำสั่งลำดับต่อไป
      ข้อแตกต่างระหว่างคอมไพเลอร์กับอินเทอร์พรีเตอร์จึงอยู่ที่การแปลทั้งโปรแกรมหรือแปลทั้งคำสั่ง
ระบบสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์


การทำงานของเครือข่ายระบบ Network และ Internet
   1. เครื่องข่ายเฉพาะที่ (Loca Area network : LAN) เป็นเครือข่ายที่มักพบเห็นกันในองค์กร โดยส่วนใหญ่ลักษณะของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นวง LAN จะอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เช่น อยู่ภายในอาคาร หรือ หน่วยงานเดียวกัน
   2.เครือข่ายเมือง (Metropolitan Area Network : MAN) เป็นกลุ่มของเครือข่าย LAN ที่ยำมาเชื่อมต่อกันเป็นวงใหญ่ขึ้น ภายในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง เช่น ในตัวเมืองเดียวกัน เป็นต้น
   3เครือข่ายบริเวณกว้าง (Wide Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นอีกระดับ โดยเป็นการรวมเครือข่างทั้ง LAn และ MAN มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเดียว ดังนั้นเครือข่ายนี้จึงครอบคลุมพื้นที่กว้าง โดยมีการควบคุมไปทั่วประเทศ หรือ ทั่วโลก เช่น อินเตอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

รูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย มีรูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย อันเป็นการจัดวางคอมพิวเตอร์และการเดินสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายรวมถึงหลักการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายด้วย โดยแบ่งโครงสร้างเครือข่ายหลักได้ 4 แบบ คือ
     1.เครือข่ายแบบดาว
     2.เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network)
     3.เครือข่ายแบบบัส (Bus Network)
     4.เครือข่ายแบบต้นไม้

     เครือข่ายแบบดาว  เป็นแบบเชื่อมโยงโดยการต่อสายแบบเชื่อมโยงโดยการนำสถานีต่างๆมาต่อรวมกันกับหน่วยสลับสายกลาง การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ด้วยการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่อยสลับสายกลาง การทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงคล้ายกับศูนย์กลางของการติดต่อวงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่างๆ ที่ต้องการติดต่อ เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายรูปดาวหลายแฉก




     เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network)  เป็นแบบที่สถานีของเครือข่ายทุกสถานีจะต้องเชื่อมต่อกับเครื่องขยายสัญญาณของตัวเองโดยมีการเชื่อมโยงของทุกสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน เครื่องขยายสัญญาณเหล่านี้มีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิมพ์เตอร์ของตัวเองหรือจากเครื่องขยายสัญญาณตัวก่อนหน้าและส่งข้อมูลต่อไปยังเครื่องขยายสัญญาณตัดถัดไปเรื่อยๆเป็นวง และดูว่าถ้าเป็นเครือข่ายของตัวเองก็รับแต่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งถัดไป

     เครือข่ายแบบบัส (But Network) เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆด้วยสายเคเบิ้ลยาวต่อเนื่องๆไปเรื่อยๆ จะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงหนึ่งๆ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แต่ละชนิดถูกเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียว ซึ่งจะใช้ในเครือข่ายขนาดเล็กในองคืกรที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ไม่มากนัก
    
    เครือข่ายแบบต้นไม้ (Tree Network) เป็นเครือข่ายที่มีการผสมผสานระหว่างโครงสร้างเครือข่ายแบบต่างๆเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ การจัดส่งข้อมูลสามารถส่งไปถึงได้ทุกสถานี การสื่อสารข้อมูลจะผ่านตัวกลางไปยังสถานีอื่นๆได้ทั้งหมด เพราะทุกสถานีจะอยู่บนทางเชื่อมรับส่งข้อมูลเดียวกัน
   
    การประยุกต์ใช้งานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 
ระบบเครือข่ายทำให้เกิดการสื่อสาร และการแบ่งปันการใช้ทรัพยากรระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ วึ่งมีความหมายรวมกับการสื่อสารและการแบ่งปันการใช้ข้อมูลระหว่างบุคคลด้วยซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

 ระบบเครือข่ายแบ่งตามลักษะการทำงาน ได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ระะบบข่ายแบบรวมศูนย์ Centrallized Network
2. ระบบเครือข่ายแบบ Peer tp peer
3. ระบบเครือข่ายแบบ Client/Server
     ระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลาง(Centrallized Network) เป็นระบบที่มีเครื่องหลักเพียงเครื่องเดียวที่ใช้ในการประมวลผล ตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางและมีการเชื่อมต่อไปยังเครื่องเทอร์มินอลที่อยู่รอบๆ ใช้สายเคเบิ้ลเชื่อมต่อกันโดยตรง เพื่อให้เครื่องเทอร์มินอลสามารถเข้าใช้งาน โดยส่งคำสั่งต่างๆมาประมวลผลที่เครื่องกลางซึ่งมักเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมประสิทธิภาพสูง
    


      ระบบเครือข่ายแบบ (Peer to Peer) จะมีความเท่าเทียมกันสามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้แก่กันและกันได้ เช่น การใช้เครื่องพิมพ์หรือแฟ้มข้อมูลร่วมกันในเครือข่าย เครื่องของแต่ละสถานีมีความสามารถในการทำงานได้ด้วยตนเอง (Stand Alone) คือจะต้องมีทรัพยากรในตนเอง เช่น ดิสก์สำหรับเก็บข้อมูล หน่วยความจำที่เพียงพอ และมีความสามารถในการประมวลผลของข้อมูลได้

   

     ระบบเครือข่ายแบบ (Cllient/Server) สามารถสนับสนุนให้มีเครื่องลูกข่ายได้หลายเครื่อง และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายสถานี ทำงานโดยมีเครื่อง Server ที่ให้บริการเป็นศูนย์กลางน้อย 1 เครื่อง และมีการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ จากส่วน วึ่งคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบรวมศูนย์กลาง สิ่งที่แตกต่างกันคือ เครื่องที่หน้าที่ให้บริการในระบบ Client/Server ราคาไม่แพงมาก ซึ่งอาจใช้เพียงเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการควบคุมการให้บริการทรัพยากรต่างๆ
     

            นอกจากนี้เครื่องลูกข่ายยังจะต้องมีความสามารถในการประมวลผล และมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลท้องถิ่นเป็นของตัวเอง
            เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สนับสนุนการทำงานแบบ Multiprocessor สามารถเพิ่มขยายของจำนวนผู้ใช้ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนเครื่องระบบ Serverสำหรับให้บริการต่างๆเพื่อช่วยกระจายภาระของระบบได้ ข้อเสียขแงระบบนี้ก็คือ มีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่าระบบ Pree To Pree รวมทั้งต้องการบุคคลเพื่อการบริหารจัดการโดยเฉพาะอีกด้วย